Category: News

  • ททท. จัดกิจกรรม “Heart ใหญ่ ไม่พรือ ทอดไก่ ไม่ทอดทิ้ง” ภายใต้แคมเปญ “Smile @ South” ประกาศความพร้อมภาคใต้หลังอุทกภัย ส่งคืนความสุขสู่ชุมชนและนักท่องเที่ยว

    ททท. จัดกิจกรรม “Heart ใหญ่ ไม่พรือ ทอดไก่ ไม่ทอดทิ้ง” ภายใต้แคมเปญ “Smile @ South” ประกาศความพร้อมภาคใต้หลังอุทกภัย ส่งคืนความสุขสู่ชุมชนและนักท่องเที่ยว

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ มูลนิธิก้าวคนละก้าว เทศบาลนครหาดใหญ่ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดกิจกรรม “Heart ใหญ่ ไม่พรือ ทอดไก่ ไม่ทอดทิ้ง” ภายใต้แคมเปญ “Smile @ South” เดินวิ่งระยะสั้นเชิงสร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวและส่งคืนรอยยิ้มสู่จังหวัดภาคใต้ภายหลังเหตุการณ์อุทกภัย ยืนยันความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คน

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและฟื้นฟูความเชื่อมั่นภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยในภูมิภาคภาคใต้เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงต้นฤดูกาลท่องเที่ยว อันส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในพื้นที่และเกิดการหยุดชะงักการเดินทางของนักท่องเที่ยวในขณะนั้น จึงจัดกิจกรรม “Heart ใหญ่ ไม่พรือ ทอดไก่ ไม่ทอดทิ้ง” ขึ้นภายใต้แคมเปญ “Smile @ South” เพื่อส่งคืนรอยยิ้มสู่จังหวัดภาคใต้ ผ่านพันธมิตรคนสำคัญอย่างมูลนิธิก้าวคนละก้าว และเทศบาลนครหาดใหญ่ ด้วยการฟื้นฟูการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมเดินระยะสั้น ในระยะทาง 3.1 กิโลเมตร เพื่อประชาสัมพันธ์ความพร้อมของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ฟื้นฟูภาพลักษณ์ ฟื้นคืนความเชื่อมั่นเพื่อกระตุ้นให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ กิจกรรมที่ ตูน Bodyslam หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย นำทัพนักท่องเที่ยวและชาวหาดใหญ่กว่า 2,000 คน เดินชิลล์กินเพลินบนเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญของเมืองหาดใหญ่ เริ่มต้นเส้นทางจาก โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ ผ่านลีการ์เด้นพลาซ่า ตลาดกิมหยง และวัดฉื่อฉาง รวมระยะทาง 3.1 กิโลเมตร เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับการออกกำลังกายในบรรยากาศที่สนุกสนานและผ่อนคลาย นอกจากนี้ ภายในงาน ททท. ยังได้รวบรวมร้านอาหารชื่อดังกว่า 30 ร้านในจังหวัดสงขลาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัย อาทิ ร้านไก่ทอด ติ่มซำ ชาชัก รวมถึงของหวานต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้ร่วมงาน พร้อมให้ผู้ร่วมงานสนุกสนานกับกิจกรรม Stamp Passport เช็กอินแลนด์มาร์กสำคัญ 4 จุด ได้แก่ ลีการ์เด้นพลาซ่า ตลาดกิมหยง วัดฉื่อฉาง และ ศาลเจ้าท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง เพื่อรับของที่ระลึกผ้าพันคอลายพิเศษซึ่งออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานการเดินเที่ยว การชิมอาหาร และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าด้วยกันแต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการหมุนเวียนของรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่โดยตรง

    ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่เป็นไปตามเป้าหมายเท่านั้น หากยังรวมถึงผลลัพธ์จากการนำกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์กว่า 30 ราย ลงพื้นที่เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดสตูล ตรัง และพัทลุง ในช่วงก่อนวันจัดกิจกรรม เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศการท่องเที่ยวที่กลับมามีชีวิตชีวา และส่งต่อความสุขภายใต้แคมเปญ Smile @ South ไปสู่นักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคใต้ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง พร้อมต้อนรับนักเดินทางด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น และความประทับใจตลอดฤดูกาลท่องเที่ยวนี้


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับกุมหนุ่มหลบหนีหมายจับ ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กสาววัยสิบเจ็ด คาด่านตรวจ

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับกุมหนุ่มหลบหนีหมายจับ ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กสาววัยสิบเจ็ด คาด่านตรวจ

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับกุมหนุ่มหลบหนีหมายจับ
    ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กสาววัยสิบเจ็ด คาด่านตรวจ
    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.อินทรัตน์ ปัญญา ผกก.7 บก.ทล., พ.ต.ท.จักรวฬามิ์ อยู่เย็นศิริ รอง ผกก.7 บก.ทล., พ.ต.ท.เกรียงศักดิ์
    ยอดวิชา รอง ผกก.7 บก.ทล.
    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ มีมุสิก สวญ.ส.ทล.1 กก.7 บก.ทล., พ.ต.ท.สถาพร มุสิกพงศ์ สว.ส.ทล.1 กก.7 บก.ทล., พร้อมพวกเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ส.ทล.1 กก.7 บก.ทล. (พังงา, กระบี่, ภูเก็ต)
    ร่วมกันจับกุม นายธนายุทธ ฯ อายุ 24 ปี โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น”ตามหมายจับศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 107/2567 ลงวันที่ 24 เม.ย. 2567
    สถานที่จับกุม บริเวณบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 กม.10-11 ต.ตำตัว อ.ตะกั่วป่า จว.พังงา
    พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อประมาณเดือน มี.ค.2564 ผู้ต้องหานี้ได้พ้นโทษออกมาจากเรือนจำหลังถูกจับกุมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้ไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดกับเพื่อนในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จากนั้นได้พบกับผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นมีอายุประมาณ 17 ปี จึงได้เข้าไปพูดคุยตีสนิท และได้ชักชวนไปดื่มกินต่อกันที่ห้อง จากนั้น ผู้ต้องหาได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ก่อนจะไปส่งผู้เสียหายที่บ้าน ต่อมาแม่ของผู้เสียหายทราบเรื่องจึงได้นำผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ ต่อมาในระหว่างชั้นพิจารณาคดีของศาลผู้ต้องหานี้ได้ยื่นขอประกันตัวและหลบหนีไม่ไปศาล เป็นเหตุให้ศาลออกหมายจับไว้ตามข้างต้น และผู้ต้องหารายนี้เคยมีประวัติต้องโทษคดี ครอบครองยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2563 จำนวน 1 ครั้ง และคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น พ.ศ.2565 จำนวน 1 ครั้ง
    จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 20.30 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ พบผู้ถูกจับนี้ขับขี่รถยนต์กระบะตู้ทึบผ่านมา แสดงท่าทางมีพิรุธต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึ่งได้สั่งให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบ พบเป็นบุคคลตามหมายจับข้างต้น สอบถามผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคลตามหมายจับดังกล่าวจริง และไม่เคยถูกจับกุมตัวตามหมายจับดังกล่าวมาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหานี้นำส่งศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
    สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
    ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ มีมุสิก สวญ.ส.ทล.1 กก.7 บก.ทล. โทร. 0648156699

    “การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
    ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
    ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
    ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ทบ. ประนามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา พร้อมใช้มาตราการโต้กลับอย่างเหมาะสม ภายใต้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง

    ทบ. ประนามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา พร้อมใช้มาตราการโต้กลับอย่างเหมาะสม ภายใต้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า ตามที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติการสู้รบทางทหารบริเวณแนวชายแดน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบรรยากาศแห่งความสงบ ลดความตึงเครียด และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน


    กองทัพบกขอเรียนว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยได้ทำการหยุดยิง บริเวณพื้นที่แนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงกำหนดเวลา ด้วยความตั้งใจจริง และยึดมั่นต่อพันธกรณีที่ได้ตกลงร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเมื่อถึง กำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายไทยยังคงตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้มีการใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยอยู่หลายจุด ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างจงใจ เจตนาทำลายระบบความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน กองทัพบกจึงขอประณามต่อการกระทำดังกล่าว ฝ่ายไทยจำเป็นจะต้องใช้มาตราการโต้กลับอย่างเหมาะสม ภายใต้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง ยืนยันฝ่ายไทยไม่ได้ใช้กำลังทหารเพื่อรุกราน แต่เพื่อป้องกันการรุกล้ำและรักษาอธิปไตยของชาติ ภายใต้กฎกติกาสากล
    ทั้งนี้กองทัพบก ได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ถึงสถานการณ์เมื่อคืนช่วงกลางดึก ที่ผ่านมา หลังจากมีการหยุดยิง พบว่าในพื้นที่ภูมะเขือได้มีการถูกก่อกวนโดยฝ่ายกัมพูชา และ มีการยิงปะทะตอบโต้จากทั้งสองฝ่าย จนถึงเช้า นอกจากนี้ในพื้นที่ซำแต ยังมีการยิงปะทะกันเกิดขึ้น จนถึงเวลา 5:30 น ขณะที่ปราสาทตาควายมีการโจมตีเข้ามาตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • กรุงไทย ห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อนลูกค้าและประชาชนในจังหวัดน่านและแพร่

    กรุงไทย ห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อนลูกค้าและประชาชนในจังหวัดน่านและแพร่

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ธนาคารกรุงไทย ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ จากอิทธิพลของพายุวิภา ส่งผลให้ยังคงมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง เกิดสถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลัน และมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่านและแพร่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และการดำรงชีพของประชาชน จึงเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน  โดยผู้บริหารและพนักงานธนาคาร ได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ จำนวน 500 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสารและอาหารแห้ง รวมทั้งน้ำดื่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน และจังหวัดแพร่ พร้อมรับฟังปัญหาของลูกค้า เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้โดยเร็ว

    นอกจากนี้ ธนาคาร ร่วมกับ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เปิดรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ด้วยการสแกน QR Code E-Donation ผ่านแอปพลิเคชันของทุกธนาคาร ซึ่งข้อมูลการบริจาคจะส่งเข้าระบบลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากรอัตโนมัติ หรือบริจาคผ่านบัญชี ออมทรัพย์ ชื่อบัญชี มูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ธนาคารกรุงไทย สาขานานาเหนือ เลขที่ 000-0-601-28-4 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://krungthai.com/link/edonation-flood2025

    ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทั้งบุคคลรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมการลดดอกเบี้ย และลดค่างวดชำระหนี้ พร้อมเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพ ตลอดจนการซ่อมแซมทรัพย์สินและที่อยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย ลูกค้าที่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการความช่วยเหลือของธนาคารสามารถติดต่อที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงสิ้นปี 2568 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Krungthai Contact Center โทร 02-111-1111

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ผบ.ตร.สั่งยกระดับดูแลความปลอดปชช.- สกัดภัยแทรกซึม

    ผบ.ตร.สั่งยกระดับดูแลความปลอดปชช.- สกัดภัยแทรกซึม

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร

    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้การปฏิบัติในการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ บังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลการปฏิบัติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร่วมประชุมขับเคลื่อนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่

    ทั้งนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ทุกหน่วยจัดเตรียมกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และดำรงการติดต่อสื่อสารให้พร้อมปฏิบัติเมื่อได้รับการสั่งการ พร้อมทั้งยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ออกตรวจตราเพิ่มความเข้มในการดูแลทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการอพยพประชาชนออกจากบ้านพักไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีกลุ่มคนร้ายฉวยโอกาสกระทำความผิดต่อทรัพย์สินของประชาชน

    รวมทั้งกำหนดจุดการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด เพื่อเพิ่มความเข้มในการตรวจตราผู้ลักลอบกระทำผิด ลักลอบขนอาวุธ หรืออาจจะมีการแทรกซึมทางการข่าว และเตรียมความพร้อมในด้านการสอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมให้ติดตามเฝ้าระวัง สืบสวนหาข่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง ประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน และเป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ได้ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอหรือสั่งการ

    นอกจากนี้ สั่งการให้โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ จัดเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติทางการแพทย์ ตลอดจนเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนร่วมบริจาคโลหิต เพื่อเตรียมสำรองโลหิตไว้ในกรณีหากจำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

    พร้อมมอบหมายให้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองสารนิเทศ ประชาสัมพันธ์ชี้แจง ทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน สื่อมวลชน ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงการระมัดระวังข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงต่างๆ

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

    วันนี้ (24 กรกฎาคม 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่ามีสถานการณ์อุทกภัย สาธารณภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา จึงได้กำชับเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดูแลในส่วนของข้าราชการตำรวจ และสถานที่ราชการของตำรวจที่ได้รับผลกระทบด้วย

    จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “พายุวิภา” ได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยกำลังแรง ส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

    ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยประชาชน และจัดระบบการจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลันน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด , ให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมประสานความร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ตำรวจพื้นที่เกิดอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย

    หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ดส.บุกจับหนุ่มค้าอาวุธสงครามออนไลน์ ยึดปืน-กระสุนอื้อกลางบ้านเช่า

    ดส.บุกจับหนุ่มค้าอาวุธสงครามออนไลน์ ยึดปืน-กระสุนอื้อกลางบ้านเช่า

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ดส.บช.น. ชุดปฏิบัติการที่ 4 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส. และรอง ผกก.ดส. พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.มโรดม์ ขวัญเมือง นำโดย พ.ต.ท.รชต พุ่มพันธุ์ม่วง สว.กก.ดส. เข้าจับกุม นายขัตติยะ จิตรัตน์ อายุ 27 ปี ภายในบ้านพักย่านธัญบุรี จ.ปทุมธานี พร้อมของกลางอาวุธสงคราม อาวุธปืนพก และเครื่องกระสุนจำนวนมาก

    การจับกุมครั้งนี้เกิดจากการล่อซื้อปืนเล็กยาวแบบ M4A1 พร้อมกระสุน ผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กในราคา 95,000 บาท ก่อนเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนจนพบนายขัตติยะฯ เปิดประตูบ้านและแสดงตัวขอตรวจค้น พบของกลางหลายรายการซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านชั้นสอง โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า สั่งอะไหล่ทางออนไลน์มาประกอบเอง และเพิ่งเริ่มจำหน่ายครั้งแรก

    ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วยอาวุธปืนเล็กยาว 3 กระบอก, ปืนพก (รวมไทยประดิษฐ์และแบลงค์กัน) 11 กระบอก, เครื่องกระสุนกว่า 450 นัด พร้อมอุปกรณ์ประกอบอาวุธปืนอีกจำนวนมาก

    เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ค้าหรือจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธัญบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :



    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • กรุงไทยรวมพลังจิตอาสา จัดกิจกรรม “จิตอาสา สามัคคี ร้อยเรียงความดี รักษ์วิถีชุมชน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    กรุงไทยรวมพลังจิตอาสา จัดกิจกรรม “จิตอาสา สามัคคี ร้อยเรียงความดี รักษ์วิถีชุมชน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ จังหวัดตรัง เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านน้ำราบ จังหวัดตรัง และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “จิตอาสา สามัคคี ร้อยเรียงความดี รักษ์วิถีชุมชน” บำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม โดยมี พันจ่าโท อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในพิธี ณ ชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เมื่อเร็วๆ นี้

    ทั้งนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานกรุงไทยจิตอาสา “VVE Vayu Volunteer” ได้ร่วมเก็บขยะบริเวณชายหาดหยงหลำ พร้อมนำเศษอวนปลดระวางมาทำเป็นกระเป๋าอวนรักษ์โลก ส่งเสริมการบริหารจัดการขยะ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างงานและรายได้ให้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังร่วมกันปลูกป่าชายเลน เพื่อสร้างเกราะป้องกันแนวชายฝั่งและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ รวมถึงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ และเสริมความสมดุลให้กับระบบนิเวศ

    ธนาคารกรุงไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยเปิดให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม ผ่านโครงการ “กรุงไทยรักชุมชน” เพื่อพัฒนาชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ครอบคลุมทั่วถึงและเท่าเทียม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ผู้เสพส่งบำบัด สร้างชุมชนปลอดภัย

    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ผู้เสพส่งบำบัด สร้างชุมชนปลอดภัย

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจทุกพื้นที่ทั่วประเทศกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ผู้เสพส่งบำบัด สร้างชุมชนปลอดภัย ตามนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers คาดโทษหนักหัวหน้าสถานีและผู้บังคับการพื้นที่ปล่อยปละละเลย

    วันนี้ (21 กรกฎาคม 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการตำรวจทุกสถานีตำรวจ , ผู้บังคับการตำรวจนครบาล , ผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัด สนองนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers เอ็กซเรย์ค้นหาผู้เสพ กวาดล้างจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในชุมชน ส่งเข้าบำบัดหรือดำเนินคดี เพื่อสร้างชุมชนปลอดภัยจากเหตุ คลุ้มคลั่ง พื้นที่ใดปล่อยให้เกิดเหตุ จะพิจารณาโทษหัวหน้าสถานีตำรวจ และผู้บังคับการในพื้นที่

    ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีมาตรการในการดำเนินการปราบปรามยาเสพติด เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศปลอดจากผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดภายใน 3 เดือน ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเจตนารมย์ในการมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาล และ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแผนงานไว้ 3 ระยะ ในห้วงเวลา 3 เดือนจากนี้ ระยะที่ 1 เป็นระยะเร่งด่วน ช่วงตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 – 1 สิงหาคม 2568 ใช้กลไกศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระดับกองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด และสถานีตำรวจนครบาล/สถานีตำรวจภูธร (ศอ.ปส.บก./ภ.จว. และ สน./สภ.) เป็นศูนย์บัญขาการระดับพื้นที่ ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง และผู้นำชุมชน ในการลงพื้นที่เอ็กซเรย์ชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างละเอียด เช่น รายชื่อ, พฤติกรรม, เครือข่าย, สถานที่เคลื่อนไหว พร้อมทั้งเร่งดำเนินการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมผู้ค้ารายกลางและรายย่อยในชุมชน ค้นหาผู้เสพนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา

    ต่อมาเป็นแผนงานระยะที่ 2 คือระยะกลาง จะเริ่มในช่วงเดือนที่ 2 บังคับใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาดทุกราย ดำเนินการเอ็กซเรย์ซ้ำ เป็นการตรวจสอบพื้นที่เดิม ค้นหาผู้ค้า ผู้เสพที่อาจหลุดรอดจากการค้นหาในระยะแรก หรือผู้ค้า ผู้เสพที่ถูกจับกุม/นำส่งบำบัดแล้วกลับมาค้ามาเสพอีก ในระยะกลางนี้จะมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยรับแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและเป็นความลับ และเชิญชวนผู้นำชุมชน , อสม. , ผู้นำศาสนา ฯลฯ จัดทำข้อตกลงร่วม หรือ “ธรรมนูญหมู่บ้าน”เพื่อป้องกันยาเสพติดเข้ามาในชุมชน

    จากนั้นช่วงเดือนสุดท้ายจะเข้าสู่ระยะที่ 3 การประเมินผล สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประเมินผลการปฏิบัติการ จากความพึงพอใจของประชาชนต่อสถานการณ์ยาเสพติดในชุมชน และหากชุมชนใดมีการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายปลอดจากผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด จะประกาศให้เป็นชุมชนปลอดยาเสพติด

    ตลอดระยะเวลาการดำเนินตามแผนงานทั้ง 3 ระยะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาผลงานสำหรับหน่วยงาน หรือเจ้าหน้าที่ตั้งใจปฏิบัติงานจนมีผลงานประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ จะได้รับคำชมเชย รางวัล รวมถึงได้รับการพิจารณาความดีความชอบในหน้าที่ราชการ แต่หากหน่วยใดบกพร่อง ปล่อยปละละเลย จะต้องถูกพิจารณาโทษทั้งทางวินัยและทางปกครองตามความเหมาะสมเช่นกัน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ
  • ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING

    ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING

    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ

    ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING ล็อกเป้าลดอาชญากรรมเห็นผล กล้องอัจฉริยะ 5 จุดแลนด์มาร์ก ตรวจจับใบหน้าเชื่อมฐานข้อมูลหมายจับ รวบจริงฉับไว ชู 5 หัวใจนวัตกรรมตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 ได้สร้าง “พัทยาโมเดล” ต้นแบบนวัตกรรมสร้างความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยว แบบเชิงรุก ผนึกเทคโนโลยีขั้นสูง ผสานความร่วมมือผนวกข้อมูลของตำรวจและท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และชาวเมืองพัทยา โดยผลลัพธ์จากการทดลองในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงปัจจุบัน รวม 4 เดือน ผลออกมาดี พบว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จับกุมคนร้ายตามหมายจับได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความพึงพอใจและเพิ่มเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

    ผบช.ภ.2 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่วอล์กกิ้งสตรีทพัทยาเพื่อตรวจความพร้อมงานพัทยามาราธอน ตนจึงได้นำเสนอ “พัทยาโมเดล” ที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบ AI เชื่อมโยงบิ๊กดาต้า มาใช้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดย รมว.ท่องเที่ยวฯ ชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทยด้วย

    พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 เราเล็งเห็นว่าความมั่นใจในความปลอดภัยเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน เราต้องสร้างเมืองท่องเที่ยวของไทย โดยเลือก “พัทยา” ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นพื้นที่ต้นแบบทำ พัทยาโมเดล ให้เป็นเมืองปลอดภัย น่าเที่ยวและน่าเชื่อถือ ตำรวจต้องปรับตัว คิดและลงมือทำแบบเชิงรุกสร้างความมั่นใจให้ได้ก่อนปัญหาเกิด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสาน เมืองพัทยา และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางสร้างข้อมูลบิ๊กดาต้าครบวงจร มีฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย บุคคลเฝ้าระวัง และบุคคลตามหมายจับ ทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ CRIME MAPPING เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดอัจฉริยะใน 5 จุดในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ โดยเลือกสถานที่ 3 แห่ง 5 จุดสำคัญ คือ 1.ชายหาดพัทยา 2 จุด 2.วอล์กกิ้งสตรีท 2 จุด และ 3. ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย 1 จุด มีฟังก์ชันตรวจจับใบหน้าบุคคล หรือ FACE RECOGNITION แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย เคลื่อนที่ได้สามารถปรับใช้ในอีเว้นต์ต่าง ๆ ได้ โดยมีระบบ Smart Notification แจ้งเตือนทันทีไปยังเจ้าหน้าที่ สามารถจับได้ไว ลดโอกาสคนร้ายหนีรอด ตั้งแต่ติดตั้งระบบนี้สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้หลายรายได้เร็วขึ้นหลายเท่า

    พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ยังมีนวัตกรรม CRIME DASHBOARD รายงานเหตุ บันทึกเหตุอาชญากรรม ติดตามสถิติอาชญากรรมครบในระบบเดียวช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้ง่าย ลดภาระงาน ลดความผิดพลาด และที่สำคัญมีข้อมูลพร้อมใช้ทันที โดยหลังจากติดตั้งระบบนี้สถิติอาชญากรรมในเมืองพัทยาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเหตุทำร้ายร่างกายในเดือนมิถุนายน มี 50 ราย ลดลงจากเดือนเมษายน ที่มี 111 รายเหตุเกี่ยวกับทรัพย์ก็ลดลงเช่นกันเดือนเมษายน 81 ราย เดือนมิถุนายนเหลือ 48 ราย ผลมาจากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้แม่นยำขึ้น ตรวจจุดเสี่ยงลดการเกิดเหตุ รวดเร็ว เห็นผลจริง

    “5 ข้อ หัวใจสำคัญของการใช้นวัตกรรมตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้เมืองท่องเที่ยวโลก โดยเมืองพัทยามุ่งมั่นจะยกระดับพัฒนา “พัทยาโมเดล” ให้สมบูรณ์ ต้องมี 5 ส่วนสำคัญ คือ
    1.CRIME PREVENTION BY DESIGN วางโครงสร้างป้องกันก่อนเหตุด้วยเทคโนโลยี

    1. AI-DRIVEN POLICING ใช้ AI และ BIG DATA เป็น “หัวใจ” ทุกกระบวนการ
    2. SMART COLLABORATION ประสานทุกภาคส่วน ตํารวจ, ท้องถิ่น, ภาคเอกชน,
      ประชาชน ร่วมสร้างเมืองปลอดภัยร่วมกัน
      4.TOURIST FRIENDLY TECH สร้าง APPLICATION / QR CODE ให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอความช่วยเหลือ แจ้งเหตุง่าย
      และ 5. RAPID RESPONSE ตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันที เชื่อมต่อทั้ง ตำรวจ กู้ภัย สาธารณสุข” ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 2 กำลังพัฒนาระบบต่าง ๆ นำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ขอให้เชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของเรา

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่ :


    ช่วยแชร์ด้วยนะคะ